ค้นหาบล็อกนี้

แบกเป้ตะลุยโลกกรีก



ตอนที่ 3  สู่เกาะครีต





มีคนกล่าวว่า ถ้าอยากเรียนรู้สัจธรรมชีวิตอย่างถ่องแท้ต้องเดินทางไปอินเดีย แต่หากอยากค้นหาร่องรอยทางประวัติศาสตร์และแหล่งกำเนิดอารยธรรมเก่าแก่เริ่มแรกของโลกต้องนึกถึงกรีซ คำกล่าวนี้บางคนอาจจินตนาการไม่ออกถ้าหากยังไม่ได้เดินทางไปสัมผัสด้วยตัวเอง
          สำหรับฉันการเดินทางมาเกาะครีตครั้งแรกก็ไม่แตกต่างจากการเดินทางไปยังประเทศหนึ่ง เนื่องจากเกาะครีตมีพื้นที่ขนาดใหญ่ประมาณ 8,336 ตารางกิโลเมตร การเดินทางสู่เกาะครีตทำได้สองทาง คือ โดยสารเครื่องบินใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 - 35 นาที ส่วนการโดยสารทางเรือจากเอเธนส์ถึงฮีราคลิออน ใช้เวลาประมาณ 9 - 10 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและคลื่นลม
กล่าวว่าเกาะครีตเป็นเกาะขนาดใหญ่ที่สุดในกรีซและใหญ่เป็นอันดับห้าในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนซึ่งฝั่งทางตอนเหนือของเกาะเรียกว่าทะเลอีเจียน ส่วนฝั่งตอนใต้เรียกว่าทะเลลิเบียน โดยแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 4 เขตด้วยกันคือ ฮีราคลิออน คาเนีย เรธิมโน และลาซิธิ ซึ่งในอดีตหลังจากได้รับเอกราชคืนจากออตโตมันในปี ค..1898 ชาวครีตันก็ได้ตั้งเมืองคาเนียเป็นเมืองหลวงเรื่อยมาจนกระทั่งปี ค.. 1971 จึงได้ย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่ฮีราคลิออน ปัจจุบันเกาะครีตเป็นหนึ่งในสิบสามเขตการปกครองของประเทศกรีซ และมีความร่ำรวยทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม เนื่องจากเกาะครีตเป็นแหล่งกำเนิดอารยธรรมมิโนอัน (Minoan civilization) ซึ่งเป็นอารยธรรมเก่าแก่ที่สุดในบรรดาอารยธรรมกรีกที่รุ่งเรืองราว 2600 –1400 ปี ก่อนคริสต์ศักราช ก่อนจะถูกทำลายด้วยคลื่นยักษ์จากแรงระเบิดภูเขาไฟของเกาะธีรา (ปัจจุบันคือ เกาะซานโตรินี) ซึ่งนักประวัติศาสตร์ได้คำนวณเวลาว่าเกิดขึ้นราว 1,650 ปี ก่อนคริสต์ศักราช และผลจากแรงภูเขาไฟระเบิดครั้งนั้น ทำให้เกาะธีราแตกแยกเป็นสามเกาะด้วยกัน นอกจากนี้แรงระเบิดยังส่งผลกระทบไปถึงเกาะใกล้เคียงซึ่งก็คือ เกาะครีตที่อยู่ห่างประมาณ 70 กิโลเมตร และนับตั้งแต่นั้นอารยธรรมมิโนอันก็ค่อยๆ หายสาบสูญไป


นักประวัติศาสตร์ได้สันนิษฐานกันไปต่างๆ นานา บ้างว่าการจมหายของเกาะครีตเมื่อหลายพันปีก่อนทำให้เพลโตเกิดแรงบันดาลใจลุกขึ้นมาเขียนตำนานเกี่ยวกับนครแอตแลนติสที่จมหายอย่างลึกลับ เช่นเดียวกับคัมภีร์ของศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม และศาสนายูดายก็ได้บันทึกเกี่ยวกับเรื่องราววันสิ้นโลก รวมถึงเหตุการณ์น้ำท่วมโลกไว้ด้วยเช่นกัน


ปัจจุบันเกาะครีตเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เนื่องจากมีภูมิทัศน์ที่สวยงาม มีภูเขาน้อยใหญ่สลับซับซ้อนราวกับคลื่นในทะเล รวมถึงหาดทรายที่ยาว และสภาพภูมิอากาศแบบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและแอฟริกาเหนือ ทำให้เกาะครีตอุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่ามะกอกสีเขียวตลอดทั้งปี รวมทั้งมีผลไม้หลายอย่าง เช่น องุ่น, แตงโม, ส้ม, มะเดื่อ, ลูกแพร์, ลูกพีช ฯลฯ และพืชสมุนไพรนานาชนิด เช่น ออริกาโน, ไทม์, โหระพา, โรสแมรี เป็นต้น


พอย่างฤดูใบไม้ผลิจะมองเห็นดอกไม้บานสะพรั่งทุกหนทุกแห่ง เรียกว่าทุกพื้นที่บนเกาะแห่งนี้นอกจากมีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติแล้ว ยังมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจและน่าค้นหา ดังนั้นสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวเพื่อศึกษาหาความรู้ กล่าวกันว่าบางคนใช้เวลาเป็นเดือนก็ยังไม่เพียงพอ นักท่องเที่ยวหลายราย โดยเฉพาะผู้อาศัยในโซนยุโรปจึงมักเดินทางกลับมาเป็นประจำทุกปีเพื่อค้นหาร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่พวกเขาหลงใหล บางรายถึงกับลงทุนซื้อบ้านเอาไว้เพื่อเป็นบ้านพักตากอากาศเลยก็มี


เสน่ห์แห่งอารยธรรมโบราณที่มีอยู่ทั่วไป บวกกับความสงบสวยงาม ค่าครองชีพไม่สูงเหมือนประเทศอื่นๆ ในยุโรป ซึ่งสินค้าบางอย่างถูกกว่าประเทศไทยเสียอีก โดยเฉพาะพืชผักผลไม้ยิ่งเป็นในช่วงฤดูกาล เราจะซื้อได้ถูกมากเหมือนได้ฟรี นอกจากนี้เมื่ออยู่อาศัยกับชาวกรีกไปสักพักจนปรับตัวได้จะรู้สึกว่าชาวเมืองมีความเป็นกันเองไม่ถือตัว และบนเกาะมีความปลอดภัยสูงมาก ไม่ค่อยได้ยินข่าวเรื่องภัยคุกคามด้านต่างๆ นัก เรียกว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ไม่มีกลิ่นอายความหรูหราฟุ่มเฟือย เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางมาตามหาร่องรอยทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม รวมถึงธรรมชาติ ส่วนใหญ่จะเดินทางมาเป็นครอบครัว หรือคู่รัก บางรายตั้งใจมาเปลือยชีวิต หมายถึงลืมโลกวุ่นวายภายนอกไปเลยก็มี บ้างก็ใช้ชีวิตอยู่กับทะเล ล่องเรือตกปลา หรือล่องเรือไปชมเกาะต่างๆ บ้างก็เดินเขา ปีนเขา บางรายก็เดินทางเที่ยวชมโบราณสถานที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน พร้อมกับชิมอาหารพื้นเมืองของชาวกรีกไปด้วย แต่ถ้าหากใครหวังจะได้เห็นในความหรูหราคงต้องผิดหวังกลับไปตามๆ กัน
ความสงบสวยงามของเกาะครีตที่เราได้สัมผัสในวันนี้แทบไม่น่าเชื่อว่าในอดีตเคยมีบาดแผลมากมายมาก่อน นักท่องเที่ยวที่ไม่ได้คลุกคลีกับชาวเมืองในท้องถิ่นมากนักจะไม่ค่อยได้รับรู้ถึงความรู้สึกของชาวกรีกอย่างแท้จริง แต่หากสัมภาษณ์เจาะลึก พวกเขาก็พร้อมจะระบายความรู้สึกในฐานะลูกหลานชาวกรีกซึ่งครั้งหนึ่งบรรพบุรุษเคยตกอยู่ในฐานะทาสของชาติอื่น และเคยมีบาดแผลทางใจเกี่ยวกับสงคราม


ครั้งหนึ่งชาวเมืองเล่าให้ฉันว่า พื้นที่ทุกตารางนิ้วที่เราเดินผ่านอาจเคยเป็นสุสานฝังร่างนักรบ ถ้าไม่ใช่ทหารชาวเติร์ก เยอรมัน ก็เป็นทหารอเมริกัน อิตาลี ฝรั่งเศส อังกฤษ ออสเตรเลีย หรือไม่ก็เป็นชาวกรีก
มีเรื่องเล่าขานมากมาย ทั้งในหนังสือประวัติศาสตร์ และจากการบอกเล่าปากต่อปากของชาวเมืองเนื่องจากเกาะครีตเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ดี และมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทำให้ประเทศมหาอำนาจทั้งหลายต่างหวังจะครอบครอง เพื่อใช้เป็นจุดยุทธศาสตร์ทั้งด้านการค้าและการศึกสงคราม
เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองปะทุขึ้น กองทัพนาซีเยอรมนีได้ส่งกองกำลังพลร่มบุกเข้ายึดเกาะครีตในรุ่งเช้าวันที่ 20 พฤษภาคม ค..1941 โดยใช้รหัสว่า “ปฏิบัติการเมอร์คิวรี” (Operation Mercury) ขณะที่ฝ่ายตั้งรับบนเกาะครีตประกอบด้วยกองทัพกรีซ กองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตร และพลเรือนชาวกรีกซึ่งอาศัยในเกาะครีต
กล่าวกันว่ายุทธการเกาะครีตครั้งนั้นได้สร้างความเสียหายให้แก่กองทัพเยอรมนีอย่างหนัก เนื่องจากชาวพื้นเมืองบนเกาะครีตต่างลุกฮือขึ้นต่อต้านและปกป้องเกาะไม่เว้นแม้แต่นักบวช พวกเขายอมสู้ตายถวายชีวิต ซึ่งกว่าทหารนาซีเยอรมันจะเข้ายึดสนามบินในเมืองมาเล็ม (Maleme) ได้ก็ทำเอาเลือดตาแทบกระเด็น ทำให้กองกำลังพลร่มเยอรมันได้รับความเสียหายและเสียชีวิตไปหลายนาย อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ถึงกับได้ออกคำสั่งให้กองกำลังพลร่มยุติการปฏิบัติการลงในเวลาต่อมา
คุณพ่อของสามีเคยเล่าว่าช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ตอนนั้นท่านอายุ 15 ปี ได้เห็นชาวครีตลุกฮือต่อสู้กับทหารเยอรมันอย่างไม่กลัวตาย สุดท้ายแม้จะพ่ายแพ้ แต่สิ่งหนึ่งที่คุณพ่อภาคภูมิใจที่สุดคือ ไม่เคยทรยศต่อชาติ แม้สงครามจะยุติไปนานแล้ว แต่ท่านก็ยังยึดมั่นในอุดมการณ์เหนียวแน่น โดยไม่ซื้อสินค้าจากร้านค้า หรือซุปเปอร์มาร์เก็ตของต่างชาติ แม้สินค้ากรีกจะแพงกว่า แต่ท่านไม่ยอมใจอ่อนจนลมหายใจสุดท้าย สามีฉันกล่าวว่า
“ถ้าไม่เคยมีประสบการณ์สูญเสียญาติสนิทมิตรสหายในสงครามเหมือนคุณพ่อก็จะไม่รู้ซึ้งถึงความเจ็บปวด พวกเราโชคดีที่เกิดมาในยุคที่ไม่มีสงครามใช้ความรุนแรง และคุณต้องภูมิใจที่ประเทศไทยไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของชาติอื่น จึงทำให้ประเทศมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่เหมือนกรีซหรือประเทศอื่นๆ ที่ถูกชาติอื่นยึดครองแล้วถูกสั่งให้ทำตามกฎของพวกเขา
คุณจินตนาการไม่ออกหรอก ช่วงที่ชาวกรีกตกอยู่ภายใต้อำนาจของชาวเวนิส ชาวเติร์ก หรือแม้แต่ชาวเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนั้นมันเป็นอย่างไร วันนี้ก็เหมือนกันเรากำลังอยู่ในสภาวะสงครามที่กำลังนำไปสู่การล่มสลายอีกครั้ง ดังนั้นผมจึงนึกถึงคำพูดของพ่อและอยากลุกขึ้นมาทำสงครามเพื่อปกป้องประเทศ โดยไม่ซื้อสินค้าจากต่างชาติ อย่างน้อยถ้าผมคนหนึ่งลงมือกระทำก็เชื่อแน่ว่าต่อไปจะมีอีกหลายคนลุกขึ้นมาทำเหมือนกันแน่นอน”
เมื่อได้ฟังเรื่องที่เกิดขึ้นกับชาวกรีก ทำให้ให้รู้ว่าความจริงสงครามไม่เคยว่างเว้นจากดินแดนแห่งนี้ จึงไม่แปลกใจ ทำไมชาวกรีกจึงกระหายในเสรีภาพนัก ในช่วงเกิดวิกฤตในประเทศกรีซไม่ว่าจะเดินไปหนแห่งใดมักปรากฏร่องรอยการขีดเขียนด้วยสีสเปรย์ตามกำแพง บ้านเรือน ประตูบ้าน บานกระจกเต็มไปหมด ราวกับว่าเวลานั้นกรีซได้เดินมาถึงจุดวิกฤตขั้นรุงแรง ไม่เว้นแม้แต่เกาะครีต มองไปทางไหนก็เห็นแต่ความหม่นเศร้าและความเกรี้ยวโกรธที่ผู้คนระบายอารมณ์ตามกำแพง
ถ้อยคำประโยคหนึ่งเขียนว่า “Freedom or Death” ปรากฏอยู่มุมหนึ่งของกำแพงที่กำลังจะพังแหล่มิพังแหล่ สร้างความสะเทือนใจไม่น้อย สำหรับฉันมองเห็นเป็นศิลปะนามธรรม (Abstract Art) อย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นความคับแค้นใจของเหล่าศิลปินนิรนาม กำแพงที่กำลังทลายลง หมายถึงการนำไปสู่ความล่มสลายในระบบปกครองของกรีซ แต่จิตวิญญาณที่ไม่สิ้นหวังของชาวกรีกก็ยังพร้อมจะลุกขึ้นสู้อีกครั้ง เพื่อยื้อยึดศักดิ์ศรีและอิสรภาพไว้ แม้ความหวังนั้นจะมองเห็นเพียงริบหรี่ก็ตามที
สามีฉันเล่าให้ฟังว่า แม้ในอดีตชาวกรีกต้องเผชิญกับสงครามมาตลอดและได้สูญเสียอิสรภาพหลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยสิ้นหวังที่จะนำเสรีภาพกลับคืนมาสู่มาตุภูมิ บรรพบุรุษของพวกเขาต้องลุกขึ้นต่อสู้และเสียชีวิตไปในสนามรบมากมาย ต่อมาเมื่อสงครามสงบ ศัตรูออกนอกประเทศไป ชาวกรีกรุ่นใหม่จึงมีคำขวัญประจำชาติว่า Freedom or Death ซึ่งมีนัยว่า พวกเราจะต่อสู้เพื่ออิสรภาพหรือไม่ก็ตายอย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี เพราะไม่ต้องการตกเป็นทาสของชาติอื่น


และฉันคิดว่าคำขวัญประจำชาติอันดุดัน “อิสรภาพหรือความตาย ดังกล่าวนี้คงสื่อถึงความเป็นชนชาวกรีกได้อย่างแท้จริง 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น